AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

02 มิถุนายน 2569

RUNชูDWMตามติดE-Wasteจัดการซากตู้เย็นเกลี้ยง

ชูแพลตฟอร์มติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (DWM) อ้างผลคุ้มค่าของการกำจัดตามมาตรฐานหลังทดสอบใช้งาน นักวิจัยย้ำเทคโนโลยี-กฎหมายยัง ไม่พอ ต้องแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง รู้ซะมั่งว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ไร้ค่า นำกลับมาใช้ได้อีก

 


ศ.ดร.วนิดา แก่นอากาศ  รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และการต่างประเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)  กล่าวว่า ทีมวิจัยจาก มข. ร่วมมือกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ RUN นำโครงการวิจัยต่าง ๆ อาทิ  การสำรวจการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  จัดทำฐานข้อมูลการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทย  ขยายผลพัฒนาระบบติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Digital WEEE Manifest :DWM) ติดตามวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

จุดเริ่มต้นมาจากการสร้างถังขยะอัจฉริยะในห้องสมุด นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ E-Waste อย่างยั่งยืน โดยพันธมิตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอ นิกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา  

ระบบ DWM เน้นสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเก็บรวบรวม คัดแยกสารอันตราย รองรับการติดตามขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล ทั้ง 9 ประเภท  ระบบจะเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งครัวเรือน ผู้เก็บรวบรวมขยะ โรงงานคัดแยก ภาครัฐ และนักวิจัย ให้ติดตามเส้นทางของขยะได้แบบ Real-time ลดปัญหาการลักลอบทิ้งหรือจัดการผิดวิธี ดึงขยะเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐาน

ตู้เย็นจัดเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดการยากที่สุด มีสารอันตรายในระบบคอมเพรสเซอร์ หากถอดแยกไม่ถูกวิธีจะเกิดการรั่วไหลสารพิษลงสู่สิ่งแวดล้อม โครงการวิจัยจึงเริ่มนำร่องติดตามและจัดการตู้เย็นใช้แล้วในพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อศึกษากระบวนการนำขยะออกจากภาคประชาชนเข้าสู่โรงงานที่มีระบบกำจัดอย่างถูกต้อง

 ผลเบื้องต้น ยืนยันความสามารถของระบบ DWM  เปลี่ยนวิธีจัดการซาก E-Waste ให้อยู่ในกระบวนการดิจิทัล ระบบบันทึกซากแบบ Real-Time แสดงจำนวนซากที่เข้าร่วม ระบบการส่งต่อและยอดคงเหลือภายในศูนย์จัดการอย่างแม่นยำ การทดสอบในเขตเมืองพัทยา พบซากตู้เย็นที่รวบรวมได้ ส่งต่อเข้าสู่การกำจัดที่ถูกต้องทั้งหมดโดยไม่มีตกค้าง ทั้งยังวัดผลสัมฤทธิ์ด้านสิ่งแวดล้อม คำนวณการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการรีไซเคิลที่ถูกต้อง เปรียบเทียบกับวิธีจัดการเดิม ๆ คือการทิ้งหรือฝังกลบได้ด้วย

นักวิจัยย้ำว่าการแก้ปัญหา E-Waste อย่างยั่งยืน จะอาศัยเพียงเทคโนโลยีหรือกฎหมายยังไม่พอ ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง สร้างความตระหนักรู้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่สิ่งไร้ค่า แต่เป็นทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก

ศ.ดร.วนิดา กล่าวว่า  อนาคตประเทศไทยจะเผชิญกับปริมาณขยะจากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ตามกระแสการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ EV หากไม่มีระบบจัดการที่ดี อาจเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่   ร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ร่างพ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน มีหลักการคือ บังคับให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อการจัดการขยะของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต  หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะสร้างสมดุลระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เปลี่ยนมุมมองจากขยเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและการสร้างธุรกิจใหม่ในการจัดการขยะ   

กลุ่ม E-waste Management มีการร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน  สนับสนุนเครือข่ายนักวิจัยไทยพัฒนาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ ได้มีมหาวิทยาลัยในเครือข่าย ฯ นำระบบ DWM เข้าสู่ระบบวิจัยและการจัดการ ต่อยอดกับโครงการที่ทำอยู่ เช่น การสกัดโลหะและสารเคมีจากแผงวงจร แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล นำไปใช้ศึกษาผลกระทบของสารปนเปื้อนต่อชุมชนและห่วงโซ่อาหาร  และมีการขยายผลไปสู่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง มีเพียง 20% ที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง อีก 80% ตกอยู่ในมือชาวบ้านหรือซาเล้งที่คัดแยกด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง  อาจทำให้สารเคมีอันตราย เช่น แคดเมียมและตะกั่ว รั่วไหลลงสู่ดินและน้ำ กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว  ขณะเดียวกันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยตรงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง แม้ว่าจะมีความพยายามในการร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่างพ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (EPR) แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ

 

#ระบบติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ DWM

 



31 พฤษภาคม 2569

ล้งทุเรียนชุมชนชายแดนใต้บทพิสูจน์เกษตรกรทำได้ขายเป็น

 เผยผลวิจัยยกระดับล้งทุเรียนชายแดนใต้ ธารโต จ.ยะลา แก้ปัญหาปรับทัศนคติเกษตรกร พัฒนาคุณภาพผลผลิต เพิ่มถึง 70% ปีเดียวรายได้พุ่งสูงกว่า 80 ล้าน เอามาต่อยอดแปรรูปทำทุเรียนแกะเนื้อให้คนมีงานทำ แม้เปลือกก็ใช้ประโยชน์ได้


หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ทำโครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้ ในปี พ.ศ. 2566 ต่อยอดจากโครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2563

โครงการยกระดับล้งทุเรียนดังกล่าว เป็นการศึกษาการดำเนินธุรกิจของ วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต) ทำล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like การสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้นแบบที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นเรียนรู้ นำไปประยุกต์ใช้ได้



นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า สาเหตุที่ล้งชุมชนแข่งกับพ่อค้าคนกลางไม่ได้ มาจากคุณภาพผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาด มีทุเรียนคุณภาพน้อย ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม การเริ่มต้นแก้ปัญหา จึงต้องเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกร ให้พัฒนาตนเองเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ด้วยการติดตาม ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย การดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลที่ได้คือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567


เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็ต่อรองราคาได้ จากเดิมเมื่อปี 2567เคยขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ก็ได้ถึงก กก.ละ 125 บาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกก. ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นนำไปลงทุนยกระดับล้ง จากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยาง เป็นโรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน สร้าง ห้องเย็นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด แปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่คลินิกทุเรียน ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกนำไปใช้ก่อน การพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ทั้งการตัดทุเรียน การคัดเกรด การแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง


การผลักดันให้เกิด Zero Waste หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีม การศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค



ผลการดำเนินงาน ช่วยเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 ลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 การเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 และการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่ได้หลายราย

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้เป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่เป็นกลไกสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน



นายมะเสาวดี  ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจากโครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส การวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต การผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น หลักอมานะฮ์ เน้นความรับผิดชอบ การร่วมกันทำความดี หลักมุฮาซาบะห์ ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ หลักมุฎอเราะบะฮ์ ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ทำให้ทุกคนเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน

ล้งทุเรียนเป็นกลไกเชื่อมต่อผลผลิตจากสวนสู่ตลาดโลก ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ ส่งต่อไปยังผู้ส่งออก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโต 18 เท่า ภายในเวลาเพียง 11 ปี แต่ก็เป็นที่สงสัยว่า มูลค่านี้กลับคืนสู่เกษตรกรเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งส่วนมาก เป็นพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ขณะที่ล้งชุมชน จากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้ไม่มากนัก รวพ. จึงสนับสนุนให้มีโครงการวิจัยพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนในจังหวัดยะลาและนราธิวาส

 

 

 


CMPประกาศสู่Premium Rice SpecialistกลางTHAIFEX 2026

 CMP กลุ่มธุรกิจข้าวพรีเมียมของไทย ประกาศทิศทางใหม่บนเวที THAIFEX – Anuga Asia 2026 เปลี่ยนจากผู้ผลิต ส่งออก สู่การเป็น Premium Rice Specialist ยกระดับข้าวไทยสู่คุณค่าใหม่ในอุตสาหกรรมอาหารโลก  


ประไพพรรณ มานะธัญญา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ CMP เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3  เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์และศักยภาพขององค์กรต่อพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ซื้อระดับนานาชาติ ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วโลก ภายในบูธของ CMP นำเสนอนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญด้านข้าว  5 รายการประกอบด้วย :


• Premium Export Solutions: กลุ่มข้าวพรีเมียมมาตรฐานสากลสำหรับตลาดส่งออกทั่วโลก

• Organic Rice Solutions: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันข้าวออร์แกนิกเพื่อสุขภาพอย่างครบวงจร

• OEM & Private Label Development: การรับจ้างผลิตและการร่วมพัฒนาแบรนด์เฉพาะตามความต้องการของลูกค้า

• Future Rice Concepts: นำเสนอแนวคิดผลิตภัณฑ์ข้าวแห่งอนาคตเพื่อตอบโจทย์นวัตกรรมอาหาร

• Global Partnerships: การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือใหม่กับพันธมิตรในตลาดต่างประเทศ


นโยบายและทิศทางในปีนี้ ดำเนินการภายใต้แนวคิด Generations of Trust. Future of Rice. สะท้อนตัวตนของ CMP ขับเคลื่อนข้าวไทยไปสู่โลกอาหารยุคใหม่ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ตอบรับกับเทรนด์ความยั่งยืนของโลก โดยCMP ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนรอบด้าน ตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกร ชุมชนผู้ผลิต การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ ถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะยาว

ข้าวไทยยังมีศักยภาพอีกมหาศาลบนเวทีโลก หากเราเชื่อมโยงคุณภาพ นวัตกรรม สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าทางวัฒนธรรมเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานเกือบ 90 ปี ข้าวไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่เป็นส่วนหนึ่งในคุณภาพชีวิตของผู้คน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมายาวนาน เรามุ่งหวังที่จะส่งต่อคุณค่าและวัฒนธรรมอันดีงามนี้ไปสู่ผู้บริโภคในระดับสากล” ประไพพรรณ กล่าว


จากประสบการณ์เกือบ 90 ปี ที่ CMP ในฐานะกลุ่มธุรกิจข้าวพรีเมียมของไทย สั่งสมความเชี่ยวชาญตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของข้าว การทำงานร่วมกับเกษตรกรต้นทาง การคัดสรรสายพันธุ์ การควบคุมคุณภาพ การผลิต การส่งออกที่ได้การตอบรับจากทั่วโลก ภายใต้ตราสัญลักษณ์หงษ์ทอง, คิวไรซ์, และ นกกระเรียน   รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคยุคใหม่ในระดับสากล  

CMP จะเปิดตัวแคมเปญและการสื่อสารแบรนด์อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2026–2027 ด้วยแคมเปญสร้างสรรค์ โครงการความร่วมมือกับพันธมิตรหลากมิติ การทำงานร่วมกับเชฟมืออาชีพและเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวพรีเมียมไทยในมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงกับอาหาร คุณภาพชีวิต และวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก

THAIFEX 2026 จึงเป็นก้าวสำคัญของ  CMP   ในการประกาศทิศทางใหม่ของ แบรนด์ไทยที่จะเติบโตเคียงคู่กับอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน


 


ผลชันสูตรซากพะยูนเกยตื้นที่พังงาคาดเสียชีวิตเฉียบพลัน

 กรมทะเล เผยผลชันสูตรซากพะยูนเกยตื้น จ.พังงา คาดเสียชีวิตเฉียบพลัน ตัวผอม กระเพาะมีหญ้าทะเลอัดแน่น 

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รับรายงานผลการชันสูตรซากพะยูน จากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน (ศวอบ.) ซึ่งพบการเกยตื้นบริเวณชายหาดบางสัก หมู่ที่ 8 ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ดังนี้

- ลักษณะทางกายภาพ เป็นพะยูนเพศผู้ โตเต็มวัย สภาพซากเน่ามาก ความยาววัดแนบ 264 ซม. น้ำหนักประมาณ 400 กก. ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ระดับผอม (BCS 2/5)

 

- บาดแผลภายนอก พบรอยเขี้ยวจากพฤติกรรมฝูงตามลำตัว และพบรอยรัดบริเวณโคนหางที่เกิดก่อนการตาย รวมทั้งพบรอยแผล มีลักษณะขอบคม ขอบแผลไม่พบรอยช้ำ ไม่พบการคั่งเลือดและไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งคาดว่าเกิดจากของมีคมและเกิดหลังการตาย โดยมีแผลความลึก 1.8 ซม. ความยาว 36 , 6  ซม. แผลความลึก 0.8 ซม. ความยาว 13 , 11  ซม. และแผลความลึก 1 ซม. ความยาว 7 , 18 , 6 ซม.

 

- อวัยวะภายใน หัวใจ ตับ ไต สมอง ร่วมถึงระบบทางเดินหายใจ มีสภาพเน่าสลายจนไม่สามารถระบุรอยโรคได้

 

- ระบบทางเดินอาหาร ในกระเพาะอาหารพบหญ้าทะเลอัดแน่น โดยมีน้ำหนักอาหารปริมาณ 2.2 กก. ปนกับพยาธิประมาณ 154 ตัว ลำไส้พบอาหารธรรมชาติอัดแน่น และพบเอ็นจำนวน 1 ชิ้นและเชือก 1 ชิ้น และพบพยาธิตัวแบน 5 ตัวภายในกระพุ้งลำไส่ใหญ่ ม้ามมีสีสม่ำเสมอ

 


กล่าวโดยสรุป เนื่องจากสภาพซากเน่ามากจึงสันนิษฐานสาเหตุของการตาย คาดว่าเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน เพราะพบอาหารทั้งในกระเพาะและลำไส้จำนวนมาก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ศวอบ. ได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมและทำการศึกษาด้านพันธุกรรมต่อไป

การพบซากพะยูนเกยตื้นดังกล่าวนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาสาเหตุการตายอย่างเร่งด่วน

 


30 พฤษภาคม 2569

ยศชนันชมสดวิศวกรไทยคุมสเปซแล็บผลิตยาบนอวกาศ

 รองนายกฯ ยศชนัน เยือนห้องแล็บ TIGERS-X ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชมสดภารกิจวิศวกรไทยคุมสเปซแล็บผลิตยาบนอวกาศ โดยฝีมือคนไทย

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการโครงการ TIGERS-X วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  เมื่อวันที่29 พ.ค.69 เพื่อติดตามความคืบหน้าภารกิจส่งชุดทดลองวิทยาศาสตร์ จาก ฝีมือคนไทยทุกขั้นตอนที่ขึ้นไปทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

 


การเยี่ยมชมครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อเปิดระบบควบคุมการทำงาน ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.69 สิ่งที่น่าสนใจ คือระบบการทำงานที่ออกแบบให้กะทัดรัด คล่องตัว โดยใช้คอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวก็จำลองเป็นศูนย์ควบคุมจากที่ใดก็ได้บนโลก ศ.ดร.วเรศ จันทร์เจริญ อาจารย์ผู้พัฒนาโครงการฯ ได้สาธิตการทำงานแบบคู่ขนาน (1:1) โดยขอให้ ศ.ดร.ยศชนัน ทดลองกดปุ่มสั่งงานชุดทดลองบนโลก (Parallel Module) ส่งตรงไปยัง ISS ทันที มีช่วงความหน่วงเวลา (Latency) ต่ำเพียง 1.2 วินาที ผ่านเครือข่าย Near Space Network จากนั้นระบบจะโหลดไฟล์วิดีโอแสดงผลลัพธ์ผ่าน FTP Server กลับมาแสดงผลบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ รูปแบบนี้ช่วยลดข้อจำกัดและต้นทุนการพึ่งพานักบินอวกาศได้อย่างมหาศาล แต่ทำงานได้แม่นยำ

 

หัวใจของโครงการ TIGERS-X คือการใช้เทคโนโลยี Lab-on-a-chip (การย่อส่วนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์มาไว้บนชิปขนาดจิ๋ว) ย่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้มีขนาดเล็กเท่าแผ่นนามบัตร รวมชุดการทดลอง (Payload) ทั้งหมดให้กะทัดรัดเท่าโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง เพื่อความคล่องตัวในการขนส่งทางอวกาศ

 


เป้าหมายคือการศึกษาปรากฏการณ์อิมัลชัน (Emulsification) เพื่อไขข้อสงสัยที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตั้งแต่ยุคเริ่มต้นสำรวจอวกาศเมื่อ 60 ปีก่อน ว่าของเหลวที่เข้ากันไม่ได้อย่างน้ำกับน้ำมันจะผสมกันในรูปแบบใดเมื่ออยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ข้อมูลเชิงโมเลกุลที่ได้เป็นรากฐานการพัฒนายาและอาหารทางการแพทย์ ปูทางไปสู่งานวิจัยที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Organ-on-a-chip ในอนาคต

 

รายงานแจ้งว่าปฏิบัติการนี้ สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยปัจจุบัน Supply Chain สำหรับอุตสาหกรรมอวกาศใช้ชิ้นส่วนจากธุรกิจในประเทศได้ถึง 100% ขณะที่ศูนย์ทดสอบของไทยก็ประเมินมาตรฐานได้สูงถึง 90% ของ NASA แต่ใช้ต้นทุนที่ประหยัดกว่ามาก ไทยจึงมีความพร้อมเต็มที่ในการเป็นศูนย์กลาง (HUB) ด้านเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) ของภูมิภาค

 


ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวว่า Space Economy หรือเศรษฐกิจอวกาศ เป็นหนึ่งในความหวังของประเทศไทย เรามีศักยภาพที่จะทำได้ โครงการแบบนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนได้เห็นของจริง สิ่งที่กระทรวง อว. และประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อม ก็เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โครงการยังยึดแนวคิด Open Science เปิดเผยข้อมูลการทดลองผ่าน Public Dashboard ให้คนทั่วไปติดตามผลได้ฟรี เป็นการทำลายกำแพงที่ว่าอวกาศเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นศักยภาพของวิศวกรไทย เชื่อมั่นว่าเป้าหมายระดับอวกาศนั้นคนไทยก็ทำได้

 

 

 

#วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน

 


29 พฤษภาคม 2569

แบตกราฟีน นิวเคลียร์ขนาดเล็กอนาคตพลังงานไทย

 สจล.เปิดวิสัยทัศน์ชูพลังงานสะอาด แบตเตอรี่กราฟีน นิวเคลียร์ขนาดเล็ก รับการเติบโต AI และดาต้าเซ็นเตอร์


สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)แถลงข่าวลาดกระบังนิทรรศน์ 69 (KMITL EXPO 2026) เชิญชวนผู้สนใจเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและโอกาสระดับสากล ในงานระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สจล. จะมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ  Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน  ผู้สนใจติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 02-329-8000

บนเวทีเสวนาอนาคตพลังงานไทยในโลกผันผวน: จากพลังงานทดแทนสู่นิวเคลียร์และเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานรองศาสตราจารย์ จัดระหว่างการแถลงข่าว ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล.ผลักดันแนวคิดFrom Lab to Life จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ผลงานเด่นคือชุดแพ็คแบตเตอรี่กราฟีน (Graphene Battery) ต่อยอดใช้งานในยานยนต์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า และโดรนเพื่อการพาณิชย์และภาคเกษตรกรรม เป็นการนำงานวิจัยไทยสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม จากความท้าทายที่เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) เป็นหัวใจของระบบพลังงานยุคใหม่ ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน



รศ. ดร.วิภู ศรีสืบสาย คณบดีคณะเทคโนโลยีนวัตกรรมบูรณาการ สจล. กล่าวว่า เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น ควบคุมได้ง่าย ยืดหยุ่นในการติดตั้งใช้งานมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม จะเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ศ. ดร.เชรษฐา รัตนพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ สจล. กล่าวว่า สจล. พัฒนาแบตเตอรี่กราฟีน วัสดุที่มีศักยภาพสูง ทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และลดต้นทุน ดำเนินการครบวงจรตั้งแต่การผลิตวัสดุ การพัฒนาเทคโนโลยีนาโน จนถึงการสร้างโรงงานต้นแบบระดับกึ่งอุตสาหกรรม เนื่องจากการพึ่งพาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความร้อนสะสมและความเสี่ยงเมื่อเกิดอุบัติเหตุในยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

            รศ. ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ ประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์และเมืองอัจฉริยะ กล่าวว่า การเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นมหาศาล จำเป็นต้องวางแผนด้านพลังงานควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบจัดการพลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรองรับการแข่งขันของอุตสาหกรรมโลกในอนาคต


          ศ.ดร.วิษณุ เพชรภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. กล่าวว่า วิกฤตราคาพลังงานและแนวโน้มการลดลงของทรัพยากรฟอสซิลทั่วโลก ทำให้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เป็นทางเลือกของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีความต้องการสูงกว่า 80,000 คน ภายใน 5 ปีข้างหน้า สจล. พร้อมเป็นแกนกลางการพัฒนากำลังคน งานวิจัย และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

ภายในงานลาดกระบังนิทรรศน์ 69 (KMITL EXPO 2026) สจล. ยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือกับ ไทย สมายล์ กรุ๊ป และ ไทย สมายล์ บัส ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบขนส่งสาธารณะ รถโดยสารไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

 

#ลาดกระบังนิทรรศน์  # KMITL EXPO

สจล.,ลาดกระบังนิทรรศน์,นิวเคลียร์,กราฟีน

26 พฤษภาคม 2569

เปิดไอเดียล้ำวิศวฯมจธ. Project Day 2026

 Project Day 2026 รวมสุดยอดสิ่งประดิษฐ์วิศวกรรมและไอเดียสุดล้ำของเด็กวิศวะ มจธ. เน้นแก้โจทย์สถานการณ์จริงไม่มีคำตอบตายตัว

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)จัดกิจกรรม Project Day ที่อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX) มจธ.เมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและผู้เรียนรู้ เปิดงาน เพื่อจัดแสดงและการประกวดโครงงานวิศวกรรมของศึกษาชั้นปีที่ 4 จากทุกภาควิชา ครอบคลุมด้านการออกแบบ งานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมทางวิศวกรรม และ Mini Project ที่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยแบ่งผลงานเป็น 3 กลุ่มของศาสตร์ (Cluster) หลัก ประกอบด้วย 1. คลัสเตอร์กลศาสตร์ วัสดุ และกระบวนการผลิต (Materials and Manufacturing) 2. คลัสเตอร์ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ (Electrical and Computer) และ 3. คลัสเตอร์โยธา เคมี และสิ่งแวดล้อม (Civil, Chemical, and Environment)

ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีดังนี้

คลัสเตอร์ที่ 1 ได้แก่ Design and Development of the Robot for Installation/Uninstallation and Verification of Acoustic Emission Sensors on Vertical Structures จากภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ

คลัสเตอร์ที่ 2 ผลงาน Towards Transposition-Invariant Symbolic Music Embeddings for Similarity Analysis จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

คลัสเตอร์ที่ 3  Preparation of Hard Carbon Derived from Torrefied Malt Beer Residue for Application as An Anode Material in Sodium-ion Batteries จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี และ A Development of Collector Water Prototype from Rain Water for Slopes Area in Remote Area: A Case study of the Angkang Station จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา

มีผลงานร่วมจัดแสดง 300 กว่ารายการ ที่น่าสนใจ อาทิ การพัฒนาต้นแบบระบบเก็บกักน้ำจากน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันในพื้นที่ห่างไกล: กรณีศึกษาสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง การพัฒนาแอปติดตามสุขภาพและการจัดการยาสำหรับผู้สูงอายุ ระบบป้อนข้อมูลแบบไม่ต้องสัมผัส (No Touch) ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิชั่น เป็นต้น นอกจากนี้มีผลงานของนักศึกษา มจธ.(ราชบุรี) และผลงานจากทุนจ้างงานของนักศึกษานำมินิโปรเจกต์ มาร่วมจัดแสดง


กิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) บริษัท ไทยมูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด และบริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด โดยผู้แทนจากบริษัทเหล่านี้ได้ให้คำแนะนำนักศึกษาบนเวที ร่วมเป็นกรรมการตัดสินและมอบรางวัลพิเศษให้นักศึกษา


รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่าProject Day 2026 เป็นการแสดงผลงานจากโครงงานของนักศึกษาที่นำความรู้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาของหลักสูตร มาประยุกต์ใช้ออกแบบวิธีการ กระบวนการ เครื่องมือหรือชิ้นงานที่แก้โจทย์ทางวิศวกรรมศาสตร์ ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมหรือชุมชน เน้นการบูรณาการ เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมให้มากขึ้น เรียกว่า Capstone Design Project กระบวนการเรียนรู้ที่ให้นักศึกษาฝึกคิด วิเคราะห์ ออกแบบ ลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ บูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขาย่อย พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรม ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นวิศวกรวิชาชีพที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อสังคม โจทย์โครงงานปัจจุบันเปลี่ยนจากโจทย์สมมติในห้องเรียนเป็นปัญหาปลายเปิดจากสถานการณ์หรือส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่มีอยู่จริงและไม่มีคำตอบตายตัว นักศึกษาต้องหาคำตอบจากการทำงานเป็นกลุ่ม

 

 

 

#พระจอมเกล้าธนบุรี  # ProjectDay