AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

03 กันยายน 2569

เปิดมหกรรมนวดไทยพัฒนากำลังคนสู่ศูนย์กลางสุขภาพ

 กระทรวง อว.เดินหน้าWellness Thailand พัฒนากำลังคน หนุน นวดไทย Soft Power สู่มาตรฐานสากล ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพและ Wellness


 

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานมหกรรมนวดไทยและสุขภาพนานาชาติ 2569 ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี   เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 โดยมีนายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้แทนสมาคมนวดไทยและสปาแห่งสหรัฐอเมริกา สมาคมสปาไทย สมาคมเครือข่ายนานาชาติ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายด้านนวดไทย สปา และ Wellness ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และผู้ประกอบการ เข้าร่วมงาน

 

ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การเสวนาอนาคตของนวดไทย: อีก 5 ปี เราอยากเห็นอะไรเปลี่ยนไป การบรรยายหัวข้อ From University to Wellness University: การศึกษาจะสร้างกำลังคนด้าน Wellness แห่งอนาคตได้อย่างไร การพูดคุยหัวข้อดูแลตัวเองอย่างมีความหมาย กับนางสาวคณิตกุล เนตรบุตร รวมถึงกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนวดไทย สุขภาพ และ Wellness เพื่อส่งเสริมการพัฒนากำลังคน ยกระดับมาตรฐานบริการ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและ Wellness ในระดับนานาชาติ

 


ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่างานครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนานาชาติ ในการนำองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม ภูมิปัญญาไทยด้านการนวดและสปา ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มาต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะและสมรรถนะกำลังคน ยกระดับคุณภาพบริการและมาตรฐานวิชาชีพ ตลอดจนสร้างโอกาสทางอาชีพและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

 

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ภายใต้การขับเคลื่อนของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มุ่งพัฒนาทุนมนุษย์และกำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ควบคู่กับการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ  Wellness Thailand” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical & Wellness) พร้อมยกระดับภาคสุขภาพและ Wellness ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มีบทบาทขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะกำลังคนเพื่อเครือข่าย Wellness Thailand สู่มาตรฐานสากล เพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม

 

 


APชี้สวนนงนุชภาพใหม่พัทยาสู่Family Destination

 สำนักข่าวระดับโลก AP กล่าวถึง “สวนนงนุชพัทยา” สะท้อนภาพใหม่พัทยาสู่ Family Destination



เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าว Associated Press (AP) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยา ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ครอบครัวมากขึ้น โดยรายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อระดับนานาชาติ อาทิ ABC News และ The Washington Post ทำให้เรื่องราวของพัทยา รวมถึง สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) ได้รับการนำเสนอสู่สายตาผู้อ่านในวงกว้าง

 


หนึ่งในสถานที่ที่รายงานของ AP กล่าวถึงโดยตรงคือ สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) โดยนำเสนอถึงพื้นที่สวนและพรรณไม้อันกว้างใหญ่รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรม สะท้อนอีกมิติของพัทยาที่มีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

 


นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่าการที่สื่อต่างประเทศกล่าวถึงสวนนงนุชพัทยาในบริบทของภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองพัทยา ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และสอดคล้องกับแนวทางที่สวนนงนุชมุ่งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทุกช่วงวัย ทั้งครอบครัว เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 


ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยารวบรวมประสบการณ์การท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งสวนสวยและพรรณไม้จากทั่วโลก หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับครอบครัว ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเรียนรู้

 


การปรากฏชื่อ Nong Nooch Tropical Botanical Garden ในรายงานของสำนักข่าวระดับโลกครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พัทยาในมุมใหม่” ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายสำหรับครอบครัว ธรรมชาติ และวัฒนธรรมในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

 


02 กันยายน 2569

มทร.ธัญบุรีผนึก3รพ.สัตว์ปั้นพยาบาลนวัตกรสู่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ยุคดิจิทัล

 มทร.ธัญบุรี ทำข้อตกลงร่วม 3 โรงพยาบาลสัตว์ พัฒนาหลักสูตร วิจัย นวัตกรรม เชือมองค์ความรู้กับอุตสาหกรรม สร้างบัณฑิตเป็นนวัตกร ที่สร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ ทำธุรกิจกับสัตว์เลี้ยงอุตสาหกรรมปศุสัตว์ยุคดิจิทัลได้

 


ผศ.ดร.ลลิตา ศิริวัฒนานนท์ เปิดเผยกรณีสาขาการพยาบาลสัตว์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ทำข้อตกลงร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ เครือโรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ และ โรงพยาบาลสัตว์คริสตัลเพ็ท เพื่อพัฒนาหลักสูตร การจัดการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม ให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าว เป็นการเชื่อมโยงห้องเรียน วิชาชีพ อุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรทางการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบการ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย และนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ ช่วยให้การผลิตกำลังคนมีสมรรถนะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและมาตรฐานวิชาชีพ

 

เครือโรงพยาบาลสตว์เมืองเอก

โรงพยาบาลสัตว์คริสตัลเพ็ท

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นแนวทางการจัดการศึกษาของ มทร.ธัญบุรี สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับโจทย์และประสบการณ์จากสถานประกอบการ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญ ทักษะการทำงาน และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสัตว์เลี้ยงและอุตสาหกรรมปศุสัตว์

 


          สาขาการพยาบาลสัตว์ ผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ทางทฤษฎีควบคู่กับทักษะปฏิบัติ ให้ความสำคัญกับคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพให้ความสำคัญกับการสร้างบัณฑิตที่ปรับตัวต่อบริบทของอุตสาหกรรมยุคใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาตนเองไปเป็นนวัตกรที่ต่อยอดความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในยุคดิจิทัลได้

 

          สาขาการพยาบาลสัตว์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มทร.ธัญบุรี เปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้านเกษตรกรรม ผู้สนใจติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์คณะเทคโนโลยีการเกษตร มทร.ธัญบุรี หรืองานประชาสัมพันธ์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร โทร. 0 2592 1955

 


01 กันยายน 2569

นาโนเทคเปิด3นวัตกรรมนำสมุนไพร-รกสุกรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

 นาโนเทค เปิด 3 นวัตกรรม เครือสระบุรีฟาร์มร่วมพัฒนาสารสกัดรกหมูเป็นเวชสำอางลดฝ้า อีกรายกลุ่มดูแลสุขภาพข้อและระบบเคลื่อนไหว รับถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำสารสกัดขมิ้นชันเป็นเม็ดฟู่  ผู้ผลิตเวชภัณฑ์สัตว์พัฒนาสารสกัดทองพันชั่งเป็นสเปรย์แบบนาโนบำรุงผิวหนังสัตว์เลี้ยง  ตามแผนผลักดันงานวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ธุรกิจพัฒนาสารสกัดสมุนไพรเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์




รายงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยโครงการการสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 7 ผลงาน โดยเอกชน 3 ราย ผ่านการทดสอบตลาดและตัดสินใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด กับผลงานกระบวนการผลิตอนุภาคขมิ้นชันเพื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์เม็ดฟู่, บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด  เครือสระบุรีฟาร์ม กรุ๊ป กับผลงานผลิตภัณฑ์จากสารสกัดโปรตีนจากรกสุกรเพื่อใช้ลดเลือนฝ้าแดด บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI) กับผลงานผลิตภัณฑ์จากสารสกัดทองพันชั่งและซาโปนินต้านเชื้อราที่ผิวหนังของสัตว์เลี้ยง

 

ดร. ภก.บุญทวี พิทักษ์ตันสกุล CEO บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด กล่าวว่าผลงานที่บริษัทนำมาพัฒนา คือ Encapsulated Curcuminoid Effervescent Tablets หรือผลิตภัณฑ์เม็ดฟู่จากอนุภาคขมิ้นชัน นำเทคโนโลยี Encapsulated Curcuminoid ผสานกับรูปแบบเม็ดฟู่ ใช้สารเสริมฤทธิ์ คือ Piperine และ UC-II เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพข้อและระบบการเคลื่อนไหว ผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มอาสาสมัครทดสอบ มีศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์ การเข้าร่วมโครงการและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนาโนเทคจะช่วยเพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพของสารสำคัญ สร้างความแตกต่างให้มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก บริษัทมีแผนต่อยอดพัฒนากับพืชและสมุนไพรอีกหลายชนิด เพื่อให้วัตถุดิบทางการเกษตร เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง

 

น.ส. วรรณภา ชินชูศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด ในเครือสระบุรีฟาร์ม กรุ๊ป กล่าวว่าเข้าร่วมโครงการจากความตั้งใจจะกำจัดวัสดุเหลือทิ้ง โดยร่วมกับทีมนักวิจัยนาโนเทคศึกษาคุณสมบัติของรกสุกร (Porcine Placenta Extract) พัฒนาเป็นสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอาง คือ ผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดด (สารสกัดจากรกสุกรมี กรดอะมิโน เปปไทด์ วิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีและเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ตอบสนองความต้องการของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เติบโตต่อเนื่อง

 

 

ด้าน น.ส. อรวรรณ อำนรรฆสรเดช ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI) กล่าวว่า VRI คือ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์แบบนาโนบำรุงผิวหนังสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดทองพันชั่ง โดยนำสมุนไพรไทยมาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานสะดวก คาดหวังว่าจะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตลาด Pet Health & Pet Care

 


ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.ศูนย์นาโนเทค  สวทช. กล่าวว่าเราให้โครงการนี้เป็นทางลัดสู่นวัตกรรม ปิดช่องว่างระหว่างผลงานวิจัยกับการนำไปผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม ทั้งด้านความเป็นไปได้ในการผลิต การลงทุน ต้นทุน ราคาขาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การยอมรับจากผู้บริโภค เมื่อผู้ประกอบการเห็นโอกาสและมีความมั่นใจในผลงาน จึงเข้าสู่ขั้นตอนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้งานวิจัยมีโอกาสไปถึงผู้ใช้ประโยชน์ได้จริง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและลดความเสี่ยงในการลงทุน

 

 


30 สิงหาคม 2569

‘ยศชนัน’ ไปครม.สงขลา ดัน อว. ลุยWar Roomสู้ภัยน้ำ-ชุบชีวิตกุ้งไทย 5 จังหวัดใต้

 ยศชนัน นำ 2 รมต. เยือนสงขลาก่อน ครม.สัญจร  ให้ มทร.ศรีวิชัย ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การปฏิบัติ ใช้เป็นศูนย์เตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ เผยแผนแก้ปัญหาน้ำซ้ำซากตั้งแต่เหนือจรดใต้- พัฒนาคุณภาพชีวิต 5 จังหวัดใต้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมหารือวิกฤตกุ้งไทย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางไปจังหวัดสงขลา ปฏิบัติราชการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จัดขึ้นวันที่ 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นี้  โดยเข้าเยี่ยมชม ศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) แห่งที่ 2 สำหรับเฝ้าระวังน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดการณ์สภาพอากาศแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มอุทกภัย ภัยแล้ง ส่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ให้ชุมชน ติดตามระดับความเค็มในทะเลสาบสงขลา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบทะเลสาบกว่า 300,000 ไร่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาอิรวดี สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ที่พบได้ในทะเลสาบสงขลาเพียงแห่งเดียวในไทย และเป็น 1 ใน 5 แหล่งน้ำจืดของโลก

ในเวลาต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการน้ำภาคใต้ระหว่างหน่วยงาน อว. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รับฟังข้อเสนอแนะ การบริหารจัดการภัยพิบัติจากพื้นที่ มอบนโยบายโดยกล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคใต้ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งที่อยู่อาศัย ถนนหนทางต้องสอดรับกับบริบททางงบประมาณของประเทศ กระทรวง อว. จะเข้ามาเสริมด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ช่วยจัดลำดับความสำคัญและประเมินรูปแบบเมืองที่เหมาะสม  การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งเมืองอาจเป็นไปได้ยาก จึงต้องแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของชุมชนและการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้  การรับมือภาวะฉุกเฉินจะพึ่งพากำลังทหารเพียงอย่างเดียวตลอดไปไม่ได้ ต้องสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืน พื้นที่สงขลาถือเป็นต้นแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านการจัดการน้ำให้เป็นภาพต่อที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้

 


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ระบบแจ้งเตือนภัยต้องมีความพอดี ไม่ให้ประชาชนเกิดความเคยชินจนเพิกเฉยเมื่อเกิดเหตุจริง และชื่นชมระบบฐานข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่มีประสิทธิภาพในการระบุตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงร่วมกับทิศทางการไหลของน้ำ เป้าหมายต่อจากนี้คือบูรณาการการทำงานร่วมกันตลอดทั้งปี เพื่อเปลี่ยนรูปแบบจากการตั้งรับปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว เป็นการสร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

 


จากนั้นได้พูดคุยกับตัวแทนสมาคมกุ้งไทย ซึ่งเสนอการปรับปรุงอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ อุตสาหกรรมกุ้งของไทยเผชิญปัญหาเรื่องโรคกุ้ง โดย ศ.ดร.ยศชนัน รับข้อเสนอการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนการเพาะเลี้ยง โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมจะสนับสนุน และพร้อมดำเนินการแล้ว ทั้งได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินงานมาแล้วระยะหนึ่งร่วมกับไบโอเทค สวทช., มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล

การปฏิบัติราชการก่อนการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลาครั้งนี้ คณะของ ศ.ดร.ยศชนัน นายจุลพันธ์ และนายนิกร ยังมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารหน่วยงานทั้งสามกระทรวง เข้าร่วม

 


ทูตฟิลิปปินส์ปลูกต้นไม้ไทยที่สวนนงนุชพัทยา

  จากมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว เอกอัครราชทูต ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา



เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา16.00 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะให้การต้อนรับ นางมิลลิเซนต์ ครูซ ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำราชอาณาจักรไทย ในโอกาสร่วมกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ และร่วมส่งต่อมรดกสีเขียวให้แก่ประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป

 



กิจกรรมจัดขึ้น ณ สวนรุกขชาติ บริเวณเชิงเขาบันไดกฤษ สวนนงนุชพัทยา โดยเอกอัครราชทูตได้ปลูก “ต้นเลือดใบเล็ก” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทย พบตามธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อร่วมอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทยให้เติบโตและคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสวนรุกขชาติแห่งนี้

 



นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยามีแนวคิดพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และศึกษาพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีคุณค่าและหายากจากทั้งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ต้นไม้แต่ละต้นไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของพันธุ์ไม้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้“ต้นไม้ที่ปลูกในวันนี้อาจเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ในอนาคตจะกลายเป็นทั้งมรดกทางธรรมชาติและสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่เติบโตอยู่บนแผ่นดินไทย”

 


ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้รับอนุญาตจาก กรมป่าไม้ ให้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่กว่า 43 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสวนรุกขชาติอย่างสมบูรณ์ โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาพื้นที่ การรวบรวมและปลูกพันธุ์ไม้ ตลอดจนการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องการร่วมปลูกต้นไม้ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการ “ปลูกมิตรภาพให้หยั่งรากบนแผ่นดินไทย” และร่วมสร้างมรดกทางธรรมชาติที่จะเติบโตและคงอยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรพรรณไม้




7 INSPIRATIONSคว้าTHAILAND MORAL AWARDS สื่อสร้างสรรค์คนพิการ

 ยินดีกับ7 INSPIRATIONS  ผศ.ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025

รายงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แจ้งว่าการประกาศผลการคัดเลือกรางวัล Thailand Moral Awards ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ปรากฏ โครงการ7 INSPIRATIONS นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสารสังคมด้านคนพิการ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในฐานะเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม มีพฤติกรรมควรค่าแก่การยกย่องและขยายผลพฤติกรรมความดีสู่ประชาชน รวมถึงสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนทุกชวงวัย ได้รับรู้ เขาใจ เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดี ในวงกว้าง 

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 แก่ ผศ.ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะหัวหน้าโครงการ7 INSPIRATIONS นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสารสังคมด้านคนพิการ พร้อมด้วยผู้กำกับนายชนาธิป พิสุทธิ์เสรีวงศ์ มหาบัณฑิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ สาขาการออกแบบสื่อดิจิทัลและการภาพยนตร์ และผู้ช่วยผู้กำกับ นายปกรณ์ พบพรรัตกุลปกรณ์

โดย7INSPIRATIONS เผยแพร่เรื่องราว ศักยภาพของคนพิการ สร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีในสังคม ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ติดตามผลงานย้อนหลังได้ที่ YouTube: 7 INSPIRATIONS และ Facebook : 7 INSPIRATIONS และจะเผยแพร่อีก 7 เรื่องราวคนพิการต้นแบบทุกวันเสาร์ เวลา 11.00-11.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ในเดือนตุลาคมนี้

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานศูนย์คุณธรรมฯและ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมฯ ร่วมแสดงความยินดี ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 

THAILAND MORAL AWARDS เป็นรางวัลระดับประเทศ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ บุคคล ชุมชนและองค์กร รวมถึงสื่อส่งเสริมคุณธรรม ที่มีผลงานด้านคุณธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย  มีรางวัล 3 ประเภท  ได้แก่ 1.สื่อสร้างสรรค์คุณธรรม  จาก 8 สาขา คือ  สาขาละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสาขาสื่อดิจิทัล   2.ประเภทบุคคลที่มีพฤติกรรมด้านคุณธรรมควรค่าแก่การยกย่องที่เหมาะสม ชัดเจน และแสดงออกถึงวิถีวัฒนธรรม 3.ประเภทชุมชนและองค์กรที่ส่งเสริมพฤติกรรมด้านคุณธรรมภายในชุมชน องค์กรที่เหมาะสม ชัดเจน