AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

21 กรกฎาคม 2569

ถอดบทเรียนไม่จบเผาป่า8จังหวัดเหนือ

 สวพส.และสวก.เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 บนพื้นที่สูง ยกระดับต้นแบบแม่แจ่มสู่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ( สวพส.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.)จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงนโยบาย (Policy Forum) ต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาการเผาและฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคการเกษตรบนพื้นที่สูงของจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมกว่า 160 คน

ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่พบว่า ในปี พ.ศ. 2567 พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเกิดจุดความร้อนรวม 54,242 จุด พบในพื้นที่ป่า 45,016 จุด หรือร้อยละ 82 และในพื้นที่เกษตร 9,226 จุด หรือร้อยละ 17 ขณะที่พื้นที่สูงทั้ง 8 จังหวัดมีชุมชนอาศัยอยู่ 3,258 กลุ่มบ้าน และพบชุมชนที่ประสบปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรระดับรุนแรง ซึ่งมีจุดความร้อนมากกว่า 5 จุด และมีพื้นที่เผาไหม้ในระดับสูง จำนวน 599 กลุ่มบ้าน  ชุมชนที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ยากจน มีอาชีพหลักคือการทำไร่หมุนเวียนและปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งยังประสบข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งแหล่งน้ำ ถนน ไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และอินเทอร์เน็ต รวมถึงขาดเงินทุนในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ตลาดรองรับสินค้าเกษตรปลอดการเผาและสินค้าเกษตรทางเลือกยังมีข้อจำกัด ไม่มีมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรยังขาดความเชื่อมั่นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต

จังหวัดที่พบการเผาระดับรุนแรง ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และน่าน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดมาตรการและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและศักยภาพของแต่ละพื้นที่

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และประธานอนุกรรมการวิจัยกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และขยายผลต้นแบบการปรับระบบเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทภูมิสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาการเผาและฝุ่นควัน PM2.5 บนพื้นที่สูงของจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง และลำพูน โดยศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ ความสัมพันธ์ของจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน การถอดบทเรียนต้นแบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และการปรับระบบเกษตร เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างมุ่งเป้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ถอดบทเรียนแนวทางการปฏิบัติที่ดี (Good practice) ตามบริบทภูมิสังคม และดำเนินแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรแบบมุ่งเป้า ในพื้นที่ต้นแบบอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดชียงใหม่ และขยายผลต้นแบบไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน พบว่า สวพส. ได้ส่งเสริมการปรับระบบเกษตรให้เหมาะสมกับภูมิสังคมและความต้องการของเกษตรกร โดยมุ่งพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการผลิต การแปรรูป และการตลาด อาทิ การจัดการเศษวัสดุการเกษตร การปลูกข้าวโพดโดยไม่เผา การปลูกพืชผักในและนอกโรงเรือน การปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น กาแฟ และปศุสัตว์ เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชเชิงเดี่ยว ปัจจุบันมีการดำเนินงาน 33 กลุ่มบ้าน เกษตรกรเข้าร่วม 1,414 ครัวเรือน  พื้นที่ 14,430 ไร่ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ให้คำแนะนำและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชทางเลือกอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมในการรับรองผลผลิตภายใต้ฉลาก Eco Brand สำหรับผลผลิตที่ไม่มีการเผาพื้นที่ปลูก ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

#สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง


20 กรกฎาคม 2569

เตรียมพร้อมซ้อมรับแผ่นดินไหว กทม.

          ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว จริงจังซ้อมรับมือแผ่นดินไหว เน้นจังหวัดเสี่ยงภัยรวมกรุงเทพซึงมีตึกสูง ประชากรหนาแน่น

        ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรมการพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวของประชาชน โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ ณ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง  โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารสูงและประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น มี ศ. ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผอ.ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรม


          ผศ.ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า วช. และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)ได้สนับสนุนการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและเสริมสร้างความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงและกรุงเทพมหานคร ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ทั้งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงแผ่นดินไหว การประเมินความเสี่ยงของพื้นที่และอาคาร การฝึกปฏิบัติ หมอบ–กำบัง–ยึดเกาะ การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง การปฐมพยาบาล การช่วยเหลือด้านจิตใจ การสื่อสารในภาวะวิกฤต การจัดทำแผนเผชิญเหตุ การอพยพอย่างปลอดภัย และการฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง



          กระบวนการพัฒนาศักยภาพดำเนินการภายใต้ PANJAPA Integrated Learning Model ประกอบด้วย องค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ประกอบด้วย การเตรียมพร้อม (Preparedness) การเรียนรู้บนฐานการตระหนักรู้ (Awareness-based Learning) ความร่วมมือของเครือข่าย (Network Collaboration) การเรียนรู้ร่วมกัน (Joint Learning) การฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง (Active Simulation) ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน (Partnership for Sustainability) และความยืดหยุ่นเชิงปรับตัว (Adaptive Resilience)

          โครงการได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้มาแล้ว 15 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 2,891 คน ครอบคลุมประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตลอดจนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา

 


18 กรกฎาคม 2569

DPUคว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

 DPU สร้างชื่อให้ไทย ที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC คะแนนเต็ม 5 ดาวทุกหมวดแห่งแรกในไทย มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่อาชีพยุคใหม่

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) แจ้งว่าได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับสูงสุด5 Stars Rating ทุกหมวดหมู่การประเมิน ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับสูงสุด จาก International Education Accreditation Council หรือ IEAC สหราชอาณาจักร เป็นสถาบันแรกในประเทศไทย และเป็นรายแรกในโลกที่ได้ 3 รางวัลเกียรติยศประกอบด้วยรางวัล Future Job Ready & Career Success Award รางวัล Human Potential Development Award และรางวัล Global Education Pathways Award  มีพิธีมอบรางวัลจัดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดย Dr. Maurice Kenneth Dimmock ประธานของ IEAC เป็นผู้มอบให้แก่ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ท่ามกลางคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน


การตรวจประเมินครั้งนี้ DPU สร้างประวัติศาสตร์คว้า 5 ดาวเต็มครบทั้ง 8 ด้าน เป็นสถาบันการศึกษาแรกในประเทศไทย ทั้งด้านหลักสูตรการศึกษา (Academic Programs) ด้านการเรียนการสอน (Teaching and Learning) ด้านการประกันและพัฒนาคุณภาพ (Quality Assurance and Enhancement) ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Environmental, Health & Safety) ด้านสวัสดิภาพนักศึกษา (Student Welfare) ด้านการบริหารจัดการองค์กร (Governance, Management and Systems) ด้านการตลาดและการรับนักศึกษา (Marketing and Recruitment of Students) และ ด้านภาพรวม (Overall Rating)

สถาบัน IEAC เป็นองค์กรระดับสากลที่มีบทบาทการรับรอง ประกันคุณภาพความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาและหลักสูตรต่าง ๆ ทั่วโลก การตรวจประเมินของ IEAC เป็นไปด้วยความโปร่งใส เข้มงวดอย่างสูง เกณฑ์การประเมินสอดคล้องกับมาตรฐาน Standards and Guidelines for Quality Assurance ใน European Higher Education Area หรือ ESG กรอบมาตรฐานคุณวุฒิของยุโรป หรือ EQAR เกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกยอมรับและนำไปปรับใช้ การตรวจสอบของ IEAC ครอบคลุมรอบด้าน ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานสถาบัน การประเมินผลอย่างละเอียดผ่านเอกสาร การตรวจเยี่ยมพื้นที่จริง การสัมภาษณ์ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เพื่อการพัฒนาต่อเนื่อง การันตีคุณภาพสู่สาธารณะ นายจ้าง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับสากล

การได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ 3 รายการในระดับสถาบัน คือ Future Job Ready & Career Success Award รางวัล Human Potential Development Award และรางวัล Global Education Pathways Award เป็นรางวัลสะท้อนอัตลักษณ์ของ DPU ที่เชื่อว่าการพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือเรื่องสำคัญที่สุดในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง เป็นสถาบันการศึกษาเพียงหนึ่งเดียวที่มีทั้งเครื่องมือ หลักสูตร และระบบการเรียนรู้แบบ Personalized Learning ปรับให้เข้ากับนักศึกษาแต่ละบุคคลเพื่อดึงพรสวรรค์และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาให้ได้มากที่สุด นักศึกษาจะมีพื้นฐานแบบไหน เป็นเด็กเก่ง หรือเคยเรียนไม่เก่งมาก่อน DPU ก็พัฒนาศักยภาพให้ตอบรับกับงานทักษะใหม่ในยุคใหม่ได้ และนวัตกรรมใหม่ DPU Passport รายงานฉบับพิเศษที่อธิบายถึงพรสวรรค์เฉพาะบุคคล แนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อต่อยอดให้นักศึกษาทุกคน ต่อยอดไปที่การสร้างผลลัพธ์ความสำเร็จในอาชีพ เตรียมความพร้อมสู่การทำงานแห่งอนาคตอย่างแท้จริง เพื่อช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาได้งานทำที่ดี เติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในอนาคตอย่างยั่งยืน

รางวัล Global Education Pathways Award เป็นรางวัลการันตีความสามารถการเชื่อมต่อโอกาส ความรู้จากสถาบัน องค์กรชั้นนำในระดับสากล โดย DPU สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งร่วมกับองค์กรต่างประเทศทั่วโลกกว่า 83 องค์กร ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนาหลักสูตรรองรับองค์ความรู้มาตรฐานสากล DPU ยังสร้างและจำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รองรับโอกาสและองค์ความรู้จากนานาชาติ เพื่อสร้างทางลัด เปิดประตูให้นักศึกษาไทยทุกคนสัมผัส ได้รับประสบการณ์จากการทำงานจริงในโปรเจกต์ของบริษัทชั้นนำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกอย่างไร้ขีดจำกัด  

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU เปิดเผยว่า การรับรองมาตรฐาน 5 ดาวเต็มในทุกหมวดหมู่ ตลอดจน 3 รางวัลเกียรติยศระดับโลกจาก IEAC สหราชอาณาจักรครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่า มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความพร้อมสูง เปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม สู่ Work Integrated Education เรียนแล้วไปฝึกงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องได้รับประสบการณ์ทำงานจริงควบคู่ไป DPU ร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทชั้นนำมากกว่า 3,000 แห่งในการพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่ออุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมีบริษัทมากกว่า 1,500 รายที่พร้อมรับเข้าทำงานตั้งแต่ที่นักศึกษายังฝึกงานไม่สำเร็จ ปัจจุบันนักศึกษา DPU มากกว่า 95% ได้งานทำทันทีหลังเรียนจบ อีก 55% ที่ได้รับข้อเสนองานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้าย ขณะที่ภาพรวมของประเทศเด็กจบใหม่มีอัตราการหางานทำได้เพียง 45% นักศึกษา DPU ยังได้รับอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าปกติ

 


17 กรกฎาคม 2569

จุฬาฯ เปิดก้าวประวัติศาสตร์ควอนตัมไทย

        ประกาศติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer เครื่องแรกของประเทศพร้อมเปิดหลักสูตรปริญญาโท Quantum Technology

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีควอนตัม ครั้งแรกของประเทศกับเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์และหลักสูตรด้านเทคโนโลยีควอนตัม เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เป็นประธาน

 


ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการวิจัยด้าน Quantum Computing การพัฒนาอัลกอริทึมควอนตัม การสร้างนวัตกรรมด้าน Quantum Information การพัฒนาบุคลากรด้าน Quantum Technology การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปสู่การประยุกต์ใช้จริง การติดตั้งครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีควอนตัมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 


ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศความร่วมมือกับ University of Science and Technology of China (USTC) และ Hefei Unitary Quantum Technology Co., Ltd. ในการติดตั้งระบบ Ion-Trap Quantum Computer เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการศึกษา  การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย โดย Dr. Ran He จาก Hefei Unitary Quantum Technology แนะนำเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ หลักการทำงาน ศักยภาพ และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ จากนั้นเป็นพิธีประกาศการติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer อย่างเป็นทางการ

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้เปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ภายใต้วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยหลักสูตรสหศาสตร์และบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ธุรกิจ และการเงิน เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคอุตสาหกรรม การเงิน  การสื่อสาร ความมั่นคง และเศรษฐกิจดิจิทัล

 


หลักสูตรดังกล่าวรับผู้สำเร็จการศึกษาจากหลากหลายสาขา มีรายวิชาแกนกลางร่วมกัน เปิดให้เลือกเรียนในสายวิชาที่สอดคล้องกับความสนใจ การทำโครงงานวิจัยแบบบูรณาการร่วมกับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม เชื่อมโยงการเรียนรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ปัญหาและการพัฒนานวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง สร้างบุคลากรที่มีความรู้ข้ามศาสตร์ รองรับความต้องการของตลาดแรงงานด้านเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคต

 

ระหว่างการเปิดตัว มีการเสวนาเปิดตัวหลักสูตรปริญญาโทด้าน Quantum Technology หัวข้อ “Educating the Workforce for Quantum Futures of Thailand” แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เกี่ยวกับแนวโน้มของเทคโนโลยีควอนตัม แนวทางการพัฒนากำลังคน การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม และการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับเศรษฐกิจควอนตัมในอนาคต

 


ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ.ดร.โศจิพงศ์ ฉัตราภรณ์ หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร.ประภาส จงสถิตย์วัฒนา ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ Prof.Jin-Shi Xu จาก University of Science and Technology of China Dr. Ran He จาก Hefei Unitary Quantum Technology, Dr.Yue Jun Jiang ที่ปรึกษาบริหารด้านวิจัยและพัฒนาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีของ All Now Group คุณกนกศักดิ์ รัชปัตย์ Account Technical Leader และ Senior Data Security Technical Sales บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และ ดร.ทุตานนท์ สินธุประสิทธิ์ Head of Research and Development บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

 

การเสวนาสะท้อนว่าการสร้างระบบนิเวศด้าน Quantum Technology จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัย การจัดการศึกษา การสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนากำลังคน ซึ่งเป็นปัจจัยการขับเคลื่อนเทคโนโลยีควอนตัมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ จะต้องร่วมกันผลักดันองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจและสังคม

 

การประกาศติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer และการเปิดหลักสูตรปริญญาโท Quantum Technology จึงเป็นการบูรณาการการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างรากฐานด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ พัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจควอนตัมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 

 


16 กรกฎาคม 2569

ยศชนันสั่งรุกเตรียมรับน้ำท่วม8จังหวัดเหนือ-อุดรฯสุโขทัย

 ยศชนัน เปิดตัว ThaiWater โฉมใหม่ แพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ สั่ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ใช้ข้อมูลร่วมรับมือภัยพิบัติ พร้อมประชุมรับพื้นที่เสี่ยงอุดรธานีและสุโขทัย เปิดตัวโครงการเยาวชน ThaiWater Challenge

 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวThaiWater ฉมใหม่ : ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ และเปิดตัวโครงการ ThaiWater Challenge สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ อว. เป็นประธานเปิด พร้อมมอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เครือข่าย อว. ส่วนหน้าทั่วประเทศ นำข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ThaiWater  เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดใช้ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง สื่อสารข้อมูล เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เป็นการยกระดับการบริหารจัดการน้ำบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกัน

รองนายกฯ และ รมว.อว.มอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่ ให้บูรณาการทำงานร่วมกับ สสน. เครือข่ายกระทรวง อว. ส่วนหน้า ใช้ ThaiWater และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด เป็นเครื่องมือหลักติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง สื่อสารข้อมูล เตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าการเปิดตัว ThaiWater โฉมใหม่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ ให้ประชาชน เกษตรกร ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน นำไปใช้ในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง ตัดสินใจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

“การใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการเปลี่ยนข้อมูลเป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการป้องกัน เปลี่ยนการป้องกันเป็นความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงของประเทศในอนาคต ไม่ได้วัดจากการรับมือกับวิกฤตได้ดีเพียงใด แต่วัดจากการรู้เท่าทัน เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้น”ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

โอกาสเดียวกัน รองนายกฯ และ รมว.อว พร้อมด้วย ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และ อว. ส่วนหน้า ได้ประชุมขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำ จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดสุโขทัย เตรียมรับมือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยให้จังหวัดดังกล่าวประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมสรุปการปฏิบัติงานร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อรับมืออุทกภัยในระดับความรุนแรงต่าง ๆ โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ปริมาณน้ำที่สถานีเฝ้าระวังปริมาณน้ำท่าของจังหวัด

ดร.รอยบุญ กล่าวว่า ThaiWater เวอร์ชันใหม่ รองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ ติดตามจากแผนที่ข้อมูลแบบโต้ตอบ (Interactive Map) แสดงสาระสำคัญในหน้าเดียว ทั้งเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง ค่าฝุ่น PM2.5 ฟีเจอร์ติดตามเฉพาะพื้นที่ การค้นหาข้อมูล การแจ้งเตือน การคาดการณ์ ให้รู้ทันทุกสถานการณ์ รับมือทุกความเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงข้อมูล 56 หน่วยงาน 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน


สสน.ได้พัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ สนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ และประชาชน ในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงานยังเปิดตัวโครงการThaiWater Challenge สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สร้างเครือข่ายนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ให้มีความรู้และทักษะในการใช้ข้อมูลน้ำและสภาพภูมิอากาศ สามารถติดตาม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลผ่านสื่อสร้างสรรค์ ก่อนนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่ชุมชนและสังคม  ในระยะแรก เปิดรับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 4 ภาค ภาคละ50–100 คน เข้าร่วมอบรมออนไลน์ในเดือนสิงหาคม 2569 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. และภาคีเครือข่าย เพื่อนำความรู้ประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง และส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด เป็นเครือข่ายเยาวชนที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

 

 

#ข้อมูลน้ำแห่งชาติ

 


สวนนงนุชพัทยาหล่อเทียนพรรษา9วัด

 สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” สืบสานพุทธประเพณี ส่งต่อแรงแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสน


 



วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” ณ สวนลอยฟ้า โดยมีนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

 


พิธีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 22 กรกฎาคม 2569 เพื่อหล่อเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น นำไปถวายวัด 9 แห่งในพื้นที่ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา โดยได้รับเมตตาจากพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

 


ภายในงานได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์  นายสมบัติ แก้วปทุม นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว  และนายภิญโญ สายนภา นายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย

 


สำหรับเลข 9 ถือเป็นเลขมงคลที่คนไทยเชื่อมโยงกับความก้าวหน้า ความเจริญ และความเป็นสิริมงคล สวนนงนุชพัทยาจึงจัดทำเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น เพื่อนำไปถวายยังวัด 9 แห่ง ประกอบด้วย วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร วัดสัตหีบ วัดสามัคคีบรรพต วัดนาจอมเทียน วัดอัมพาราม วัดบางเสร่คงคาราม วัดเขาคันธมาทน์ วัดหนองจับเต่า และวัดทรัพย์นาบุญญาราม

 


นอกจากจะเป็นการสืบทอดพุทธประเพณีอันทรงคุณค่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานแล้ว เทียนพรรษาทั้ง 9 ต้น ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งแสงสว่างทางปัญญา ที่ช่วยนำทางให้ผู้คนดำเนินชีวิตด้วยสติ คุณธรรม และความดีงาม พร้อมส่งต่อพลังแห่งศรัทธา ความหวัง และความสามัคคีไปยังชุมชนโดยรอบสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมกันรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

 


15 กรกฎาคม 2569

Signify และ BHIRAJ BURIใช้แสงสว่างอัจฉริยะจัดการพลังงาน

 Signify และ BHIRAJ BURI GROUP ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ผลักดัน Smart & Sustainable Spaces ด้วย Lighting Innovation


Signify Commercial (Thailand)Limited ผู้นำระดับโลกด้านระบบและผลิตภัณฑ์แสงสว่างแบรนด์ Philips และ BHIRAJ BURI GROUP (BBG) ผู้พัฒนา District Ecosystem ชั้นนำของประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อการพัฒนา Smart & Sustainable Spaces ด้วยเทคโนโลยีแสงสว่าง นวัตกรรมดิจิทัล แนวทางการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ

 

ความร่วมมือครั้งนี้ Signify จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมแสงสว่างระดับโลกกว่า 130 ปี เทคโนโลยี Smart Lighting ระบบจัดการแสงสว่างอัจฉริยะ Interact มาพัฒนาแนวทาง Smart & Sustainable Spaces Roadmap ให้กับโครงการต่าง ๆ ของ BBG ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน การพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งานในพื้นที่หลากหลายประเภท ทั้งอาคารสำนักงาน ศูนย์นิทรรศการและศูนย์แสดงสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และสนามกีฬา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และ Net Zero ในระยะยาว

 


Signify และ Philips จะได้รับการแต่งตั้งเป็น Preferred Lighting Brand สำหรับโครงการต่าง ๆ ของ BHIRAJ BURI GROUP การออกแบบระบบแสงสว่าง การวิเคราะห์ประสิทธิภาพพลังงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT Lighting และการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรขององค์กร

 

นายปิยะพจน์ ภักดีศุภฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Signify Commercial (Thailand) Ltd. กล่าวว่าความร่วมมือกับ BHIRAJ BURI GROUP เป็นโอกาสการนำนวัตกรรมด้าน Lighting Innovation องค์ความรู้ระดับโลก มาสนับสนุนการทำให้พื้นที่ที่หลากหลายก้าวสู่ Smart & Sustainable Spaces  อย่างเป็นรูปธรรม

 


นายปิติภัทร บุรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BHIRAJ BURI GROUP กล่าวว่าความร่วมมือกับ Signify จะช่วยการบริหารจัดการพลังงาน สร้างคุณค่าระยะยาวให้กับทรัพย์สิน สนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และ Net Zero ในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 

ตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้ว คือการพัฒนาระบบแสงสว่างภายใน BITEC BURI โดย Signify ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการปรับปรุงระบบแสงสว่างในพื้นที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ ลานจอดรถใต้ดิน ฮอลล์จัดแสดงสินค้า ห้องประชุม พื้นที่สัญจรภายในอาคารด้วยผลิตภัณฑ์ LED ประสิทธิภาพสูงและระบบจัดการแสงสว่างอัจฉริยะ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมยกระดับความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน